สุขภาพเรื่องน่ารู้

Panic? : การเข้าใจและการจัดการกับความตื่นตระหนก

ความตื่นตระหนก คือปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่รุนแรงต่อสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความกลัวหรือความวิตกกังวล มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและส่งผลกระทบทั้งต่อร่างกายและจิตใจ 

อาการที่พบบ่อย ได้แก่ หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก หายใจไม่ออก และความกลัวที่ไร้เหตุผล แม้ว่าความตื่นตระหนกบางครั้งจะเป็นเรื่องปกติ แต่หากเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือไม่สามารถควบคุมได้ 

อาจเป็นสัญญาณของโรควิตกกังวล ซึ่งควรได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ วิธีจัดการที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ การหายใจลึก ๆ การฝึกผ่อนคลาย และการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเมื่อจำเป็น

ความหมายเต็มของความตื่นตระหนกคืออะไร?

ความตื่นตระหนก (Panic) เป็นภาวะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลเผชิญกับสถานการณ์ที่กระตุ้นความกลัวหรือความวิตกกังวลอย่างรุนแรง อาการตื่นตระหนกมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ เช่น หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก หายใจไม่ออก และรู้สึกกลัวอย่างไม่มีเหตุผล ในบางกรณี อาการเหล่านี้อาจรุนแรงจนเกิดเป็น “อาการตื่นตระหนกเฉียบพลัน” หรือที่เรียกว่า “Panic Attack”

ควรทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการตื่นตระหนก?

หากคุณเผชิญกับอาการตื่นตระหนก ควรใช้วิธีการต่อไปนี้เพื่อช่วยบรรเทาอาการ:

1. หายใจลึก ๆ และช้า ๆ

การควบคุมลมหายใจช่วยลดอาการใจสั่นและทำให้ร่างกายสงบลง เทคนิคการหายใจที่แนะนำคือการหายใจเข้า-ออกอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอ เช่น การหายใจเข้า 4 วินาที กลั้นไว้ 4 วินาที แล้วหายใจออก 4 วินาที การฝึกหายใจลึก ๆ อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและลดระดับความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. ใช้เทคนิคผ่อนคลาย

เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิหรือการฝึกโยคะ สามารถช่วยลดความเครียดได้ การใช้วิธีการฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบเป็นลำดับ (Progressive Muscle Relaxation) โดยการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อทีละส่วนของร่างกาย สามารถช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายมากขึ้นและลดอาการวิตกกังวลที่เกิดขึ้นในช่วงตื่นตระหนกได้

3. โฟกัสที่สิ่งรอบตัว

การพยายามโฟกัสไปที่สิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสสิ่งของรอบตัว สามารถช่วยให้สมองลดความตื่นตระหนกลงได้ ลองใช้เทคนิค 5-4-3-2-1 โดยระบุ 5 สิ่งที่คุณเห็น, 4 สิ่งที่คุณสัมผัส, 3 สิ่งที่คุณได้ยิน, 2 สิ่งที่คุณได้กลิ่น และ 1 สิ่งที่คุณรับรส วิธีนี้ช่วยให้จิตใจกลับมาอยู่กับปัจจุบันและลดอาการตื่นตระหนกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. บอกตัวเองว่าสิ่งนี้จะผ่านไป

อาการตื่นตระหนกมักเกิดขึ้นชั่วคราว การเตือนตัวเองว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ภัยอันตรายจริงจะช่วยให้คุณสงบลง ลองใช้ การพูดกับตัวเองในแง่บวก (Positive Self-Talk) เช่น “ฉันปลอดภัย” หรือ “อาการนี้จะหายไปในไม่กี่นาที” การย้ำเตือนตัวเองซ้ำ ๆ จะช่วยให้คุณรับมือกับอาการตื่นตระหนกได้ดีขึ้น

5. ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

หากคุณรู้สึกว่าควบคุมอาการไม่ได้ ลองพูดคุยกับคนที่คุณไว้ใจหรือขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนหรือครอบครัวสามารถช่วยให้คุณรู้สึกปลอดภัยขึ้นได้ 

หากอาการตื่นตระหนกเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรง ควรพิจารณาพบแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อหาวิธีจัดการที่เหมาะสม เช่น การบำบัดพฤติกรรมทางปัญญา (CBT) หรือการใช้ยาในบางกรณี

การตื่นตระหนกเป็นเรื่องปกติหรือไม่?

ความตื่นตระหนกเป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดหรือความกลัว อย่างไรก็ตาม 

หากเกิดอาการตื่นตระหนกบ่อยครั้งจนรบกวนชีวิตประจำวัน อาจเป็นสัญญาณของโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) หรือโรคตื่นตระหนก (Panic Disorder) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

ความตื่นตระหนกอย่างไม่สามารถควบคุมได้คืออะไร?

ความตื่นตระหนกที่ไม่สามารถควบคุมได้หรือ “Blind Panic” คือภาวะที่บุคคลรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงจนสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์หรือควบคุมตัวเองได้ 

อาการนี้อาจเกิดขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติ หรือเหตุการณ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต คนที่ตกอยู่ในสภาวะนี้มักจะมีปฏิกิริยาเช่น วิ่งหนีโดยไม่คิด หรือทำพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น

พนักงานและภาวะตื่นตระหนก

อาการยอดฮิตในหมู่พนักงาน ที่เกี่ยวข้องกับความตื่นตระหนก ได้แก่:

  • อาการเครียดสะสม: พนักงานบางคนอาจรู้สึกกังวลหรือเครียดจากภาระงานที่มากเกินไป หรือจากปัญหาทางการงาน ทำให้เกิดความวิตกกังวลสะสมจนเกิดอาการตื่นตระหนกได้
  • ภาวะหมดไฟ (Burnout): การทำงานอย่างหนักติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่มีการพักผ่อนหรือการดูแลสุขภาพที่ดีอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพจิตและอารมณ์อย่างรุนแรง อาการนี้อาจส่งผลให้เกิดอาการตื่นตระหนกบ่อยครั้ง
  • ความกังวลเรื่องอนาคต: พนักงานที่มีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตขององค์กร หรือการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งงานอาจเกิดอาการตื่นตระหนกได้เมื่อเกิดความไม่มั่นคงในชีวิตการทำงาน
  • ความไม่พอใจในที่ทำงาน: การทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร หรือมีความขัดแย้งในทีมงานอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความวิตกกังวลและความตื่นตระหนก

สรุป

ความตื่นตระหนกเป็นภาวะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความกลัว อาการนี้สามารถควบคุมได้หากมีการฝึกฝนและใช้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การหายใจลึก ๆ หรือการใช้สติให้อยู่กับปัจจุบัน 

นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพกายและใจ เช่น การออกกำลังกายสม่ำเสมอและการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็สามารถช่วยลดโอกาสเกิดความตื่นตระหนกได้ 

การพัฒนาความยืดหยุ่นทางอารมณ์และการเรียนรู้วิธีรับมือกับความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพก็มีบทบาทสำคัญในการป้องกันและจัดการกับอาการนี้ได้เช่นกัน 

หากอาการรุนแรงหรือเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อหาทางจัดการกับอาการและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

Related posts
สุขภาพเรื่องน่ารู้

อาการยอดฮิตในหมู่พนักงานออฟฟิศ?สามารถทำอะไรกับมันได้บ้าง?

ในยุคที่การทำงานในสำนักงานหรือการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน…
Read more
อาหารเรื่องน่ารู้

อาการคันหนังศีรษะจากการทานอาหาร?คันหนังศีรษะอย่างกะทันหัน?

เคยมีประสบการณ์คันหนังศีรษะอย่างกะทันหันหลังจากกินอาหารบางชนิดหรือไม่?
Read more
สุขภาพอาหารเรื่องน่ารู้

ทำไมมือกับเท้าฉันลอก?สาเหตุและวิธีการดูแลผิวมือและเท้าที่ลอก?

การลอกผิวที่มือและเท้าเป็นปัญหาที่หลายคนพบเจอในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต…
Read more
รับสมัครข่าวสาร
มาเป็นผู้นำเทรนด์

ลงชื่อสมัคร แบรนด์ฟอล แทลเอ็นท และรับสิ่งที่ดีที่สุดของ แบรนด์ ฟอล แทลเอ็นท ที่ปรับแต่งมาเพื่อคุณ